โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ให้บริการในคลินิกเสริมความงามซึ่งเพราะสามารถแก้ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลดริ้วรอย เติมเต็มร่องลึก ไปจนถึงการปรับรูปหน้า ด้วยการเพิ่มมิติให้ใบหน้า หรือปรับเสริมให้โครงหน้าได้สัดส่วนที่สวยงาม สำหรับคนที่สนใจทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้าคงนึกสงสัยอยู่บ้างว่า “จะต้องฉีดฟิลเลอร์กี่ CC จึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้า” เราไปดูกัน

 

ปริมาณฟิลเลอร์กับผลลัพธ์ที่ได้

สำหรับฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มนั้นจะมีหน่วยวัดเป็น “ซีซี (CC)” หรือ “มิลลิลิตร (ml)” ซึ่งหมายถึงปริมาตรของฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มที่แพทย์ประจำคลินิกเสริมความงามใช้ฉีดเข้าสู่ผิวในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งแต่ละตำแหน่งบนใบหน้านิยมใช้ฟิลเลอร์กี่ CC นั้นค่อนข้างแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะมีเกณฑ์เบื้องต้น ดังนี้

  • ฟิลเลอร์ 1 – 2 CC: เหมาะสำหรับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น การลดริ้วรอยต่างๆ ที่ไม่ลึกมากนัก การเติมเต็มร่องใต้ตาตื้นๆ การเติมริมฝีปากให้ดูอวบอิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือปรับร่องแก้มที่ไม่ลึกมาก ปัญหาในระดับนี้การฉีดฟิลเลอร์เพียง 1 – 2 CC ก็เพียงพอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อีกทั้งผลลัพธ์ที่ได้ยังดูเป็นธรรมชาติ
  • ฟิลเลอร์ 3 – 5 CC: ฟิลเลอร์ปริมาณนี้จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าในระดับปานกลางซึ่งจะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน เช่น เสริมคางให้ดูยาวขึ้น เติมขมับให้ใบหน้าสมดุล หรือปรับแก้มตอบให้ดูเต็มขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากการเติมฟิลเลอร์ในปริมาณเท่านี้จะทำให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น
  • ฟิลเลอร์มากกว่า 5 CC ขึ้นไป: เหมาะกับการปรับโครงสร้างใบหน้าในหลายตำแหน่งพร้อมๆ กัน เช่น การเติมเต็มทั่วทั้งใบหน้า ตั้งแต่หน้าผาก ขมับ ใต้ตา ร่องแก้ม ไปจนถึงคาง เพื่อปรับสัดส่วนให้เกิดความสมดุล ฟิลเลอร์ปริมาณเท่านี้จะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหน้า หรือเติมเต็มในส่วนที่ขาดพร่องมากๆ หรือหลายๆ จุดพร้อมกัน

 

ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวน CC ของฟิลเลอร์ที่ต้องใช้

ความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ใช่แค่ปริมาณของฟิลเลอร์เท่านั้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณฟิลเลอร์ที่จะใช้ มีดังนี้

  1. โครงสร้างใบหน้าเดิม แต่ละคนมีโครงสร้างใบหน้า สภาพผิว และปริมาณไขมันบนใบหน้าแตกต่างกัน ถ้ามีปัญหาริ้วรอยร่องลึกมากๆ หรือมีปัญหาเรื่องความสมดุลหรือขาดพร่องของใบหน้ามากๆ ย่อมต้องทำฉีดฟิลเลอร์มากกว่าคนที่ปัญหาน้อยจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง
  2. ชนิดของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติและความหนาแน่นแตกต่างกัน การเลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ฉีดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรุ่นและเนื้อของฟิลเลอร์ก็มีผลต่อปริมาณที่แพทย์ประจำคลินิกเสริมความงามจะเลือกใช้
  3. เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์ แพทย์ประจำคลินิกเสริมความงามแต่ละคนก็มีเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์เป็นของตัวเอง บางเทคนิคใช้ปริมาณฟิลเลอร์น้อยก็เห็นผล ขณะที่บางเทคนิคจำเป็นต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่มากขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลด้วย
  4. ปัญหาของแต่ละบุคคล สำหรับคนที่มีปัญหาน้อยๆ เช่น มีริ้วรอยร่องลึกไม่มาก การฉีดฟิลเลอร์เพียง 1 – 2 CC ย่อมเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่บางปัญหา เช่น ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าไม่เท่ากัน คางสั้น ขมับตอบ ก็จำเป็นต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากขึ้น

 

สรุปว่าถ้าอยากให้หน้าเปลี่ยน ต้องใช้ฟิลเลอร์กี่ CC

ความจริงแล้วการฉีดฟิลเลอร์เพียง 1 CC ก็พอจะทำให้เห็นผลลัพธ์ได้ระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของเราคืออะไร และต้องการการแก้ไขแบบไหน

การที่เราจะ “หน้าเปลี่ยน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ประจำคลินิกเสริมความงามที่ออกแบบการรักษาเพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิกเสริมความงามให้ละเอียดเสียก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

หากต้องการเข้ารับคำปรึกษาเรื่องการรักษาด้วยโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์โดยแพทย์ สามารถติดต่อสอบถามทาง KeThat Clinic (มี 2 สาขา ได้แก่ สาขารางน้ำ และ สาขาสุขุมวิท 49) ได้ทางช่องทางต่อไปนี้

KeThat Clinic สาขารางน้ำ: โทร. 09 7153 4680

KeThat Clinic สาขาสุขุมวิท 49: โทร. 09 4203 4151

Facebook: https://www.facebook.com/kethatclinic

Website: https://kethat.com/price-promotion/

LINE: @kethat (มี @ นำหน้า)